แอฟริกากำลังสร้าง'กำแพงสีเขียว'โครงการฟื้นฟูธรรมชาติข้ามทวีปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
🌐แอฟริกากำลังสร้าง'กำแพงสีเขียว'โครงการฟื้นฟูธรรมชาติข้ามทวีปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หากพูดถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระดับเมกะโปรเจกต์ หลายคนอาจนึกภาพการปลูกป่าขนาดใหญ่ แต่ในทวีปแอฟริกากำลังมีโครงการแนวคิดใหม่เกิดขึ้น โดยสิ่งที่กำลังเติบโตและทอดยาวอยู่นี้ไม่ได้ทำมาจากหิน อิฐ หรือคอนกรีต แต่ทำมาจาก "ต้นไม้" ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะช่วยพลิกฟื้นภูมิภาคที่แห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โครงการนี้มีชื่อว่า'กำแพงสีเขียว'(Great Green Wall) โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันทะเยอทะยานที่ประกาศเปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 โดยตามแนวคิดเริ่มแรกมีความตั้งใจที่จะสร้างแนวต้นไม้และความกว้างราว 15 กิโลเมตร (ประมาณ 9-10 ไมล์) ความยาวรวมเกือบ 8,000 กิโลเมตร (5,000 ไมล์) พาดผ่าน 11 ประเทศในภูมิภาคซาเฮล (Sahel) ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮาราทางตอนเหนือและเขตป่าเขียวขจีทางตอนใต้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศภายใต้สหภาพแอฟริกา
ในตอนแรกเริ่ม โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นความฝันที่จะช่วยสกัดกั้นการรุกคืบของทะเลทราย ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม สร้างงานนับล้านตำแหน่ง และแก้ปัญหาความหิวโหยของผู้คนนับสิบล้านคนในภูมิภาคซาเฮลที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงกว่า 110 องศาฟาเรนไฮต์และภาวะภัยแล้งเรื้อรัง
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษ ความเป็นจริงกลับซับซ้อนกว่าแผนกระดาษมาก ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มองว่าปัญหาหลักคือ "การเสื่อมโทรมของที่ดิน" (Land Degradation) มากกว่าการที่ทะเลทรายเคลื่อนตัวเป็นแนวเดียว การมุ่งเน้นปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยวขนาดใหญ่โดยขาดการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ จึงนำไปสู่ปัญหาหลายประการ
💢 ต้นไม้แห้งตายและขาดการดูแล
ต้นกล้าจำนวนมากตายลงภายในเวลาไม่กี่ปีเพราะเลือกพันธุ์ไม้ที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อม หรือขาดระบบชลประทานและงบประมาณในการบำรุงรักษา
ปัญหาการบริหารจัดการและงบประมาณ มีรายงานจากท้องถิ่นว่า งบประมาณระดับนานาชาติที่เคยตกปากรับคำไว้อาจมาถึงล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน ทำให้รั้วกั้นเขตอนุรักษ์พังทลายลง และเปิดทางให้ฝูงสัตว์เลี้ยงเข้าไปกัดกินทำลายต้นกล้า
การมองข้ามภูมิปัญญาชาวบ้าน โครงการขนาดใหญ่ในระยะแรกมักถูกออกแบบจากส่วนกลางโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบนิเวศแถบนี้มาอย่างยาวนาน
แม้จะมีอุปสรรคและความล่าช้า แต่เรื่องราวของกำแพงสีเขียวก็ไม่ได้ล้มเหลวไปเสียทั้งหมด ในประเทศอย่าง ไนเจอร์และเซเนกัล ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางที่ได้ผลลัพธ์น่าทึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนมาใช้กระบวนการ "ฟื้นฟูต้นไม้ตามธรรมชาติ" (Farmer-Managed Natural Regeneration - FMNR)
แทนที่จะนำกล้าไม้ใหม่ไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เกษตรกรท้องถิ่นเลือกที่จะช่วยกันปกป้องตอไม้และระบบรากที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ปล่อยให้พวกมันเติบโตขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง วิธีนี้ช่วยให้ต้นไม้ที่มีระบบรากเดิมสามารถเติบโตได้รวดเร็วกว่า ใช้น้ำน้อยกว่า และมีอัตราการรอดสูงกว่าการปลูกต้นกล้าใหม่ ทั้งยังช่วยกักเก็บความชื้นในดินและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พร้อมเปิดให้คนในท้องถิ่นได้เป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการผืนดินของตนเองอย่างแท้จริง
แม้โครงการจะยังดำเนินไปช้ากว่าเป้าหมายเดิม แต่หลายประเทศสามารถฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมได้แล้วหลายล้านเฮกตาร์ แนวคิดของโครงการในวันนี้จึงได้เปลี่ยนผ่านจากการพยายาม "ปลูกต้นไม้เป็นแนวต่อเนื่อง" ไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น
ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างยักษ์ใหญ่จากภายนอก แต่อยู่ที่การสนับสนุนการตัดสินใจระดับท้องถิ่น การปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบนิเวศจริง และการร่วมมือกันของเกษตรกรและชุมชนนับพันราย เพื่อรักษาบ้านเกิดของพวกเขาให้รอดพ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา
The Earth
#แอฟริกา #กำแพงสีเขียว #GreatGreenWall #ฟื้นฟูธรรมชาติ #สิ่งแวดล้อม #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #Sahel #ปลูกป่า #อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม #พัฒนาที่ยั่งยืน
โดย มงคล ลีลาธรรม
นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย














